วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

รีวิวทริปท่องเที่ยวกาญจนบุรี 3 วัน 2 คืน # Day 1



          ผมจำได้ว่า ผมยังมีคูปองท่องเที่ยวที่ซื้อเมื่อปีที่แล้วจากบริษัททัวร์แห่งหนึ่งหลงเหลืออยู่ ซึ่งมันจะหมดอายุในเดือน มิ.ย. ที่จะถึงนี้ ถ้าจะไม่ไปเลย ก็เสียดายเงินที่ซื้อมา เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว ผมจึงชวนเพื่อน ๆ ไปเที่ยวดีกว่า จะได้ถือโอกาสใช้คูปองไปด้วยเลย จุดหมายปลายทางของผมก็อยู่ที่่ กาญจนบุรี ครับ

          หลังจากที่ได้จุดหมายปลายทางแล้ว ผมก็ได้ Search หาข้อมูลในเน็ตว่า มีที่ไหนน่าเที่ยวบ้างใน กาญจนบุรี ซึ่งที่หลัก ๆ บางที่ ผมเคยไปมาแล้วเช่นกัน อย่างเช่น สะพานข้ามแม่น้ำแคว ทางรถไฟสายมรณะ หรือ ช่องเขาขาด

          ทริปนี้ผมไปกัน 3 วัน 2 คืน มีเด็ก 3 ผู้ใหญ่ 9 ต้องบอกเลยครับ สมัยนี้ไปเที่ยวต่างจังหวัด 2 วัน 1 คืน มันดูเร็วเกินไปมากครับ คำว่า เร็วในที่นี้ผมหมายถึงว่า กว่าจะแวะเที่ยวระหว่างทาง กว่าจะเดินทางถึงที่พัก ก็หมด 1 วันแล้วครับ ตอนเช้าวันที่่ 2 ตื่นมาทานข้าวเช้า นั่งสักแป๊บ ก็เตรียมเดินทางกลับล่ะ ผมเลยคิดว่ามันดูเร็วไปครับ แทนที่วันที่ 2 เราจะได้อยู่เที่ยวในจังหวัดที่เราไปให้เต็มที่สักหน่อย ทริปนี้ผมเลยขอเป็นแบบ 3 วัน 2 คืน ดีกว่าครับ

          พอถึงวันเดินทาง ในตอนแรก ผมกะว่าจะออกจาก กรุงเทพฯ ประมาณ 8 โมงเช้า แต่ทำไปทำมา เพื่อนผมคนหนึ่ง (คนที่ชอบกินชาบูนั่นแหละครับ หาอ่านได้ในตอนชาบู อินดี้นะครับ ^^) ดันติดงานตอนเช้า คือต้องไปทำงานตอนเช้าประมาณ 2-3 ชั่วโมง ไปเข้างานตอน 6 โมงเช้า กว่าจะเสร็จงานก็ 9 โมงเช้า กว่าจะถึงที่นัดหมาย กว่าจะออกรถ ก็ปาไป 9 โมงครึ่งล่ะครับ

          อ้อ!! ลืมบอกไปครับ ทริปนี้ผมเช่ารถตู้ไปกันนะครับ เพราะโดยส่วนมากแล้ว ผมไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน ถ้าไปกันเยอะผมก็จะเช่ารถตู้ไปกันครับ เพราะว่าสะดวกกว่า และไม่ต้องขับรถกันเองด้วยครับ

          ผมไปถึงเมืองกาญ ก็ประมาณเที่ยงได้แล้วครับ แวะกินข้าวเที่ยงกันที่ร้านข้างทาง ร้านจะอยู่เลยจากสุสานพันธมิตรมาไม่ไกลครับ เป็นร้านธรรมดา ๆ เลยครับ ส่วนมากที่ผมสั่งกันจะเป็นเมนูเป็ด อย่างเช่น กระเพราเป็ด ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ฯ กินกันทั้งหมด 12 คน เก็บตังค์มาทั้งหมด 900 กว่าบาท ครับ ถือว่าราคาค่อนข้างแพงครับ ส่วนรสชาติก็ทั่ว ๆ ไปครับ

          หลังจากกินข้าวเที่ยงกันเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะไปแวะเที่ยวที่แรกกันแล้วครับ โดยในตอนแรกผมกะว่าจะไปสัก 2 ที่ ก่อนจะแวะเข้าที่พัก แต่เนื่องจากเวลาไม่พอ จึงได้แวะเที่ยวที่เดียวครับ ซึ่งที่นั่นก็คือ "เมืองมัลลิกา รศ.124 ครับ"

ประตูทางเข้าเมืองมัลลิกา
       
รถลากที่จอดอยู่ที่หน้าประตูเมือง


          เมืองมัลลิกา จะเสียค่าบัตรผ่านประตู ถ้าเป็นผู้ใหญ่ จะอยู่ที่คนล่ะ 200 บาท ถ้าเด็กสูงไม่เกินที่ทางสถานที่ตั้งไว้ก็จะเข้าฟรีครับ

          เมืองมัลลิกา จะเป็นเมืองที่จำลองจากยุคสมัยรัชกาลที่ 5 นะครับ ก่อนที่เราจะเข้าเมือง ท่านใดสนใจที่แต่งตัวตามแบบสมัยรัชกาลที่ 5 ก็จะมีเสื้อผ้าให้บริการอยู่นะครับ แต่จะมีค่าใช้จ่าย ผู้หญิงชุดโจนกระเบน และสไป จะอยู่ที่ 200 บาท ถ้าเป็นเสื้อแบบราชปะแตน น่าจะอยู่ที่ 300 บาท ครับ ส่วนผู้ชายชุดธรรมดาจะอยู่ที่ 100 บาท ราชปะแตนชาย จะอยู่ที่ 300 บาท ครับ

          พอเข้ามาถึงภายในเมืองจะใช้เป็นเงินแบบรัชสมัยรัชกาลที่ 5 นะครับ เป็นเงินแบบโบราณ ที่มีรูตรงกลางอ่ะครับ สามารถแลกได้บริเวณก่อนทางเข้าเมือง หรือในเมืองก็จะมีจุดบริการให้แลกเงินเช่นเดียวกันครับ โดยถ้าแลกเป็นพวง จะมีราคาประมาณ 200 บาท ครับ สกุลเงินที่ใช้ภายในเมืองจะเป็น สตางค์ ร้านค้าต่าง ๆ จะมีบอกราคาเป็นสตางค์ไว้อย่างชัดเจน


ขนมไทย ทองเอก

ขนมไทย เสน่ห์จัน

ขนมไทย จ่ามงกุฎ


ขนมลืมกลืน

ขนมเรไร

หมูสะเต๊ะชวา


          ของกินก็จะมีหลากหลายนะครับ ขนมแบบโบราณก็มีครับ หรือจะเป็นหมูสะเต๊ะ ก็มีเช่นกันครับ ราคาก็จะคิดเป็นสตางค์เช่นกัน

          ขนมทองเอก ขนมเสน่ห์จัน และขนมจ่ามงกุฎ จะมีราคาอยู่ที่ชิ้นล่ะ 2 สตางค์ (1 สตางค์ = 5 บาท) รสชาติอร่อยดีครับ แต่เสียตรงที่ตัวแป้งของขนมทั้ง 3 ชนิด จะติดฟันและติดเพดานปากหน่อย แต่ผมไม่ทราบว่าที่อื่นจะติดฟันหรือเพดานปากแบบนี้หรือเปล่านะครับ เพราะตั้งแต่เกิดมา ผมก็เพิ่งเคยกินเช่นเดียวกันครับ

          ขนมเรไร และ ขนมลืมกลืน จะมีราคาอยู่ที่ชิ้นล่ะ 1 สตางค์ ขนมลืมกลืนจะมีรสชาติทั่ว ๆ ไปครับ มันจะคล้าย ๆ วุ้น ส่วนขนมเรไรจะเหมือนเส้นบะหมี่ จัดให้กองเป็นกลม ๆ เวลากินจะราดด้วยกะทิและโรงด้วยงาขาว รสชาติจะเหมือนกันขนมคองแคงที่ราดกะทิครับ

          ส่วนหมูสะเต๊ะชวา จะอยู่ที่ไม้ล่ะ 3 สตางค์ แต่ผมไม่ได้ลองชิมครับ

ป้ายบอกชื่อธนาคารและสาขา

พนักงานธนาคารครับ


          นอกจากร้านขายขนมหรืออาหารแล้ว ยังมีธนาคารด้วยนะครับ เป็นธนาคารสยามกัมมาจล หรือก็คือธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบันครับ ถ้าใครไม่ได้แลกเงินเข้ามา สามารถแลกได้ที่ธนาคารได้เลยครับ ซึ่งตัวธนาคารเอง ก็มีระบุด้วยครับว่าเป็นสาขาไหน แสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดได้ดีครับ

มีจุดบริการน้ำเปล่าฟรีให้ด้วยครับ

ร้านนวดแผนไทยมีตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 นะครับ อิอิ

ข้าวต้มมัดในเมืองมัลลิกา

ขนมกล้วยครับ

เหล้าอุ

บรรยากาศภายในเมืองมัลลิกา

ลักษณะคล้าย ๆ สะพานร้องไห้ตรงสะพานผ่านฟ้าเลยครับ

          ภายในเมืองมัลลิกา ยังมีที่สำหรับรับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ด้วยนะครับ จะเป็นชั้น 2 ของตัวบ้าน จะเป็นสถานที่กว้าง ๆ ตรงกลางจะเป็นลานกว้าง ๆ บุฟเฟ่ต์จะเป็นแบบขันโตกนะครับ แต่ผมไม่ได้อยู่กิน แต่ได้สอบถามพนักงานว่า "ถ้าหมดสามารถเติมได้ไหม" พนักงานตอบว่า "ได้" งานอาหารค่ำจะเริ่มเวลาประมาณ 18.00 น. ถึง 20.00 น. ค่าบัตรทานบุฟเฟ่ต์ประมาณ 550 บาท ถ้ารวมค่าเข้าเมืองด้วย ก็จะเป็น 750 บาท ครับ

ลานกว้าง ๆ สำหรับการแสดงในช่วงมื้ออาหารค่ำ

ที่รับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์

ที่รับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์

          ขออธิบายเพิ่มเติมอีกนิดนะครับ อย่างที่ได้พิมพ์ไปแล้วว่า ตรงกลางจะเป็นลานกว้าง ๆ คนที่รับประทานอาหารก็จะนั่งอยู่รอบ โต๊ะก็จะเป็นแบบในภาพที่ผมลงเลยครับ ส่วนลานกว้างตรงกลาง ก็จะมีการแสดง ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นการแสดง การฟ้อนรำ เปรียบเสมือนเราเป็นอาคันตุกะมาเยี่ยมเมืองสยามเลยครับ ซึ่งผมว่า บรรยากาศตอนกลางคืนน่าจะสวยครับ

ภาพบรรยากาศเมืองมัลลิกาในมุมสูง

ภาพบรรยากาศเมืองมัลลิกาในมุมสูง

ภายเมืองมัลลิกาในมุมสูง

ภาพเมืองมัลลิกาในมุมสูง


          ในเมืองมีการแบ่งออกเป็นโซน ๆ ได้อย่างชัดเจน จะมีส่วนที่เป็นการจำลองการทำนา และในส่วนของโรงครัวด้วยเช่นกัน

          ในสวนของโรงครัวก็จะมีการตำข้าว การโม่ข้าว การร่อนข้าว ซึ่งเราสามารถลองไปเรียนรู้และลองทำได้ครับ ป้า ๆ ที่นั่นใจดีมากครับ ในส่วนของแม่น้ำลำคลอง ก็จะมีคนพายเรือขายของ ซึ่งจะได้บรรยากาศแบบชนบท หรือตลาดน้ำดีครับ

ภาพบรรยากาศในโรงครัว

การร่อนข้าวในโรงครัว

ตำข้าวกันหน่อย
ภาพจำลองการทำนา เป็นต้นขาวจริงนะครับ

          ถือว่าคุ้มค่าครับที่ได้มาที่เมืองมัลลิกา ใครที่ชอบทางประวัติศาสตร์ ผมว่าที่นี่ได้เลยครับ หรือว่าคนที่ชอบถ่ายรูป ผมก็แนะนำเช่นเดียวกันครับ ตามแพลนที่ผมวางไว้ มีอีกที่ ๆ ผมอยากไป คือ น้ำตกเอราวัณ ซึ่งผมยังไม่เคยไป แต่ดูเวลาตอนออกจากเมืองมัลลิกา ก็ 4 โมงเย็นแล้วครับ น้ำตกเอราวัณผมจึงเป็นอันตกไป

          หลังจากออกจากเมืองมัลลิกา ผมได้ตรงไปที่ ที่พักที่ได้จองไว้เลย นี่เพิ่งวันแรกเองนะครับ มาได้ที่เดียวก็หมดวันแล้วครับ ตอนต่อไป ผมจะมารีวิว วันที่ 2 พร้อมกับที่พักที่ผมไปพักครับ ยังไงฝากติดตามกันด้วยนะครับ



วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ร้าน "ทูเดย์ สเต็ก" ที่ตลาดสามย่าน


          ในคราวที่แล้วผมได้เกริ่นนำไว้ว่า หลังจากที่ผมได้เล่นสงกรานต์เสร็จ ขากลับผมได้แวะทานสเต็ก คราวนี้ผมจะมารีวิวสเต็กที่ผมไปทานมากันครับ

          สเต็กที่ผมไปทานนี้ อยู่ไม่ไกลจากถนนสีลมสักเท่าไหร่ ชื่อร้านสเต็กมีชื่อว่า "ทูเดย์ สเต็ก" ซึ่งอยู่ที่ตลาดสามย่านครับ

          ตลาดสามย่านหาได้ง่าย ๆ ครับ อยู่ในซอยเดียวกับ I'm Park ตัวตลาดสามย่านจะเป็นอาคารสีแดง สะดุดตา ด้านล่างจะเป็นตลาดสด ส่วนชั้น 2 จะเป็นร้านอาหาร ร้านอาหารที่นี่ส่วนมากจะเป็นร้านสเต็กเสียเป็นส่วนใหญ่ (สมมติว่า มีร้านอาหาร 10 ร้าน ทุกร้านก็จะขายสเต็กเป็นเมนูหลักแทบทุกร้าน) แต่ก็จะมีอาหารตามสั่งแซมเข้าไปในเมนูสเต็กด้วยเช่นกัน

          ร้านทูเดย์ สเต็ก ค่อนข้างเป็นร้านใหญ่ มีทั้งในส่วนห้องแอร์ และ ไม่แอร์ แต่ผมจะนิยมนั่งในส่วนด้านนอกที่ไม่มีแอร์มากกว่า เนื่องจากว่า ผมเคยนั่งในส่วนของห้องแอร์ แล้วเพื่อนผมสั่ง สเต็กมิกกิวกะทะร้อน ซึ่งควันคลุ้งมาก หายใจกันแทบไม่ออก ตั้งแต่นั่นเป็นต้นมา ยามที่ผมมาทานสเต็กที่ ทูเดย์ สเต็ก ผมจึงไม่นั่งในห้องแอร์อีกเลย

          เมนูสเต็กของที่นี่ค่อนข้างมีให้เลือกเยอะ เฉพาะสเต็กก็มีให้เลือกเกือบ 100 เมนูแล้วครับ มีให้เลือกทั้ง หมู ไก่ เนื้อ ปลา (มีกุ้งบ้างเป็นบางเมนู) มีทั้งย่าง และ ทอด เรียกได้ว่า ครบครันกันเลยทีเดียว

          นอกจากเมนูสเต็กแล้ว อาหารตามสั่งทางร้านก็มีให้บริการเช่นเดียวกัน อาหารตามสั่งก็มีให้เลือกมากมายหลายรายการเช่นเดียวกัน

          ข้าวผัดอเมริกัน ข้าวผัดสัปปะรด ฯ ก็มีให้ลูกค้าเลือก ซึ่งเมนูข้าวผัดอเมริกัน หรือ สเต็ก เราสามารถ Mix and Match กันได้ตามใจลูกค้าอย่างเรา ๆ เลยครับ

          ซึ่งตัวผมเองก็มักจะ Mix ข้าวผัดอเมริกัน โดยการเปลี่ยนจากไก่ทอด เป็น ไก่ย่าง แทน หรือว่าครั้งไหนที่ไปทาน แล้วค่อนข้าวหิว ก็จะสั่งสเต็กแต่เพิ่มข้าว ก็ได้เช่นกันครับ

          นอกจากอาหารจำพวก สเต็ก หรือ ข้าว แล้ว อาหารจำพวกเส้น ก็มีนะครับ มีทั้งเส้นสปาร์เก็ตตี้ และมักกะโรนี แต่ว่าเส้นเพนเน่ไม่มีนะครับ

          เมนูที่ผมจะแนะนำ ถ้าเป็นผู้ชาย ในกรณีที่หิวมาก มิกกิวจาน ก็จะเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างดีครับ เพราะให้เนื้อหลายชิ้นอยู่ครับ บวกกับสลัด เฟร้นฟราย และขนมปัง อีก มีแน่นแน่ครับ

          อีกเมนูที่อยากจะแนะนำก็คือ สเต็กทูเดย์ ครับ ในจานก็จะมีทั้งไก่ทอด สปาร์เก็ตตี้ สลัด และขนมปัง ให้

          อ้อ!! ผมลืมบอกไปครับ เมนู มิกกิว มีทั้งแบบ มิกกิวจาน และ มิกกิวกะทะร้อนนะครับ ถ้ากินแบบกะทะร้อน ก็จะควันขโมงนะครับ และรู้สึกว่า แบบกะทะร้อนจะแพงกว่าแบบจานด้วยครับ

          หรือถ้ามาแบบเป็นกลุ่ม 3 - 4 คน ก็จะมีเมนู ทูเดย์รวม เป็นสเต็กจานใหญ่ ถ้าเป็นผู้ชาย น่าจะทานได้ประมาณ 3 คน ถ้าเป็นผู้หญิง อาจจะได้ 4 - 5 คน เลยครับ

                                                           


          ราคาของทางร้าน ทูเดย์ สเต็ก จะไม่ค่อยแพงมากนะครับ โดยเฉลี่ยจานหนึ่งไม่ถึง 100 แต่ปริมาณที่ได้ก็คุ้มค่ากับราคา ส่วนรสชาติก็ตามราคาเช่นกันครับ

          ถ้าคุณผู้อ่านทุกท่าน มีโอกาสได้แวะไปแถวสามย่าน หรือ คนที่อยู่แถวสามย่านอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยลองไปทาน ก็ลองไปชิมกันดูได้นะครับ ถ้าเน้นอิ่มผมว่าตอบโจทย์เลยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560

สงกรานต์นี้ที่ สยามสแควร์


          ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ได้มีเพื่อนของเพื่อนผมคนหนึ่งเดินทางไกลมาจาก จังหวัดนครพนม เพื่อที่จะมาลองเล่นสงกรานต์และบรรยากาศสงกรานต์ของ กรุงเทพฯ ว่าเป็นอย่างไร ในส่วนของทางเพื่อนผม ก็ได้ชวนผมไปเล่นด้วย ซึ่งตัวผมเองก็ไม่ได้เล่นมานานหลายปีแล้วเช่นกัน ตั้งแต่มีประกาศว่า รถกะบะห้ามนำถังน้ำขึ้นรถ ตามความคิดผม ๆ ว่า การนำถังน้ำขึ้นรถกะบะแล้วมีคนนั่งอยู่หลังรถกะบะ ถึงแม้จะดูอันตราย แต่ก็เป็นความสนุกที่สุด ที่ผมเคยเล่นสงกรานต์มา แต่ในเมื่อการเล่นสงกรานต์บนกะบะหลัง ถือมเป็นการผิดกฏหมาย ก็ต้องยอมรับกันไปครับ

          ในเมื่อไม่ได้เล่นมาหลายปีแล้ว พอเพื่อนผมชวน ผมก็ไม่ปฏิเสธครับ ตอบรับด้วยความยินดี ยิ่งสถานที่ ๆ เพื่อนผมเค้าจะไปด้วยแล้ว ผมยิ่งยินดีที่จะไปเป็นอย่างยิ่งครับ

          สถานที่ ๆ จะไปเล่นน้ำสงกรานต์กันก็คือ สยามสแควร์ ครับ

          สงกรานต์ที่สยามสแควร์ปีนี้จัดภายใต้ชื่อที่ว่า "สงกรานต์เมษาผ้าขาวม้า ยกสยาม" ซึ่งจัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม และ ททท. จัดกันใจกลางสยามสแควร์เลยครับ ทางเข้าทุกทางจะมีการ์ดตรวจคนเข้าค่อนข้างเข้มงวดครับ คือ จะตรวจดูว่ามีเอาอาวุธมาด้วยไหม หรือถ้าเป็นผู้หญิง ถ้าแต่งตัวโป๊เกินไป หรือใส่กางเกงขาสั้นเกินไป ก็จะไม่ให้เข้านะครับ ต้องไปซื้อเสื้อที่ทางงานมีจัดขายให้ก่อน ถึงจะเข้าได้ครับ ถ้าคนใส่กางเกงสั้นเกินไป ก็จะมีผ้าขาวม้าขายให้ครับ หรือคนที่ใส่สายเดี่ยว ก็จะมีคล้าย ๆ เสื้อม่อฮ่อมขายเช่นเดียวกันครับ ตรงนี้ต้องขอชมเชยครับ การตรวจเข้มงวดดีครับ จะได้เล่นสงกรานต์ที่สนุก ไม่ใช่สงครามครับ

          ภายในงาน ก็จะมีการแสดงของศิลปิน ดารา นักร้อง ที่มาผลัดเปลี่ยนกันให้ความสนุกกับคนที่มาเล่นสงกรานต์ และ ไม่ได้มาเล่นสงกรานต์ครับ ซึ่งวันที่ผมไป (14 เมษา) เป็นคุณอี๊ด โปงลางสะออนมาครับ เห็นโฆษกประกาศว่า ช่วง 18.00 น. จะมีหน้ากากจิงโจ้ (คุณเป๊ก ผลิตโชค) มาให้ความบันเทิงกับคนที่มาเล่น และแฟนคลับหน้ากากจิงโจ้ด้วยครับ แต่ผมไม่ได้อยู่ดูนะครับ คนดูก็นั่งกันเป็นระเบียบเรียบร้อยมากครับ โดยแถวหน้า ๆ ประมาณ 4-5 แถว จะนั่งลงกับพื่น ส่วนด้านหลังก็จะยืนดูกัน แต่ก็ไม่มีการเบียดเสียด หรือ ดันกัน

          นอกจากจะมีศิลปิน นักร้อง นักแสดง ที่ถือว่าเป็นไฮไลท์แล้ว อีกหนึ่งไฮไลท์ที่คนฮือ ฮา เกรียวกราวกันก็คือ อุโมงค์น้ำ แต่ไม่ได้เปิดตลอดนะครับ จะเปิดเป็นรอบ ๆ ไปครับ อาจจะเปิดรอบหนึ่ง แล้วพักไปอีก 15-20 นาที ก็จะเปิดอีกครั้งครับ ผมโชคดีที่ตอนเดินเข้าไป อุโมงค์น้ำเปิดพอดี เลยได้เดินผ่าน ผ่านแบบไม่ต้องโดนใครใช้ปืนฉีดน้ำยิงเลยครับ แค่เดินเข้าไปในอุโมงค์น้ำ ก็เปียกหมดทั้งตัวแล้วครับ ทำให้อากาศร้อนในกลางเดือนเมษา เย็นขึ้นทันตาเห็นเลยครับ (อุโมงค์น้ำ ผมชอบมาก ๆ เสียดายเดินได้แค่รอบเดียวครับ เพราะตอนที่เปิดอุโมงค์น้ำ คนจะมาออกันเยอะเป็นพิเศษครับ)

          อีกสิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมในงาน ก็คือ การนำประเพณีอันดีงามของแต่ละท้องที่ ยกมาไว้ที่กลางสยามสแควร์ ทำให้สยามสแควร์ที่ผมรู้จัก เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลยครับ อย่างเช่น ประเพณีแห่พระ ที่ผมเคยเห็นแต่ในโทรทัศน์ ก็ได้มีการจัดเข้ามาอยู่ที่สยามสแควร์ด้วยครับ โดยจะมีพระพุทธรูปอยู่บนหลังรถกะบะ คนขับก็จะค่อย ๆ ขับผ่านอุโมงค์น้ำ ให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ได้ทำการสรงน้ำพระกัน (แต่เนื่องจากไม่มีการอนุญาติให้ใช้ขันน้ำในการเล่น ทำให้การสรงน้ำพระในตอนที่มีการแห่พระ จึงต้องใช้ปืนฉีดน้ำ ฉีดไปที่บนรถแทนครับ)

          นอกจากการแห่พระแล้ว ยังมีซุ้มสรงน้ำพระตามวันเกิด และสรงน้ำพระพุทธรูปด้วยครับ ซึ่งผมก็ไม่พลาดที่จะไปสรงน้ำพระประจำวันเกิดครับ เพื่อขอพรให้มีแต่สิ่งดี ๆ ให้เข้ามาในชีวิต มีซุ้มของทางภาคเหนือด้วยนะครับ แต่ผมไม่ทราบว่าเป็นประเพณีอะไร ผมไม่ได้ถ่ายรูปมาด้วยครับ

          การเล่นน้ำของที่นี่ ก็จะเหมือนที่ สีลม และ ตรอกข้าวสาร คือ ไม่มีการเล่นแป้งครับ คนเล่นน้ำส่วนมากก็จะถือปืนฉีดน้ำไปกันครับ มีจุดบริการเติมน้ำฟรีด้วยครับ ตามถังที่ทางสถานที่จัดไว้ให้ ซึ่งเราสามารถเดินไปขอเติมน้ำได้เลยครับ ไม่เสียสักบาท คนไปเล่นก็เยอะครับ แต่ไม่แออัด เดินค่อนข้างสะดวกทีเดียวครับ ผมเดินไป กลับ ประมาณ 2 รอบ ก็ต้องบอกลาสถานที่แห่งนี้แล้วครับ เพื่อจะพาเพื่อนผู้มาจากแดนไกล ไปซึบซับบรรยากาศที่สีลม กันต่อครับ

          จากสยามสแควร์มาสีลม ไม่ไกลกันเท่าไหร่ครับ แต่คนนี่ต่างกันลิบลับเลยครับ 55 ทีแรกผมมาถึงแยก ศาลาแดง ผมได้คิดในใจว่า ปีนี้สีลมคนน้อยผิดปกติ หรืออาจจะเป็นได้ว่า มันยังไม่มืดมาก (ผมไปถึงที่สีลม ประมาณบ่าย 4 โมงกว่า ๆ ได้ครับ) แต่ถ้าผมเดินเข้าไปถึง BTS ศาลาแดง ผมรู้สึกตัวเลยว่า ผมได้คิดผิดไป สงกรานต์ที่สีลม คนยังคงคอนเซ็ปต์เดิมว่า เยอะ บริเวณทางเข้าถนนสีลม ที่ผมเห็นว่าคนน้อย มันเป็นสิ่งที่หลอกความคิดผมได้ซ่ะอย่างนั้น

          ผมได้เดินมาถึง BTS ศาลาแดง แล้วผมก็เดินขึ้น BTS เพื่อย้อนกลับ เนื่องจากว่า คนเยอะมาก จนไม่สามารถที่จะเข้าไปได้ไกลกว่านี้อีกแล้ว ระหว่างที่เดินลงบันได BTS ก็ได้ชี้ให้เพื่อนผู้มาจากแดนไกลของผมได้เห็นถึงคลื่นมหาชนที่ออกันอยู่ตรงใจกลางถนนสีลม ซึ่งผมเชื่อว่า ภาพแบบนี้คงจะแตกต่างจากที่ นครพนม แน่เลย

          การเล่นน้ำสงกรานต์ที่ถนนสีลม ก็ไม่มีการเล่นแป้งเช่นเดียวกันครับ จะเล่นด้วยปืนฉีดน้ำกันเป็นส่วนใหญ่ น้ำที่นี่จะเสียตังค์ในการเติมน้ำนะครับ และก็จะเป็นน้ำเย็น ซึ่งผมก็ งง ว่า ทำไมจะต้องเสียเงินเติมน้ำด้วยนะ และผมก็มาเข้าใจในภายหลังว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ จะสั่งเป็นน้ำแข็งก้อนใหญ่ ๆ มา และก็จะรอจนน้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำ ก็จะมาเติมให้กับคนที่อยากจะเติมน้ำในปืนฉีดน้ำเพื่อเล่นสงกรานต์ นี่จึงเป็นที่มาว่า ทำไมที่ถนนสีลม น้ำที่ถูกฉีดออกมาจากปลายกระบอกปืนฉีดน้ำ ถึงได้เป็นน้ำเย็น

                                             ภาพบรรยากาศการเล่นน้ำสงกรานต์ที่ถนนสีลม

                                             ภาพบรรยากาศการเล่นน้ำสงกรานต์ที่ถนนสีลม

          ผมหวังว่า เพื่อนของเพื่อนผม จะไ้ด้รับความสนุก และบรรยากาศ และความทรงจำที่ดี การเล่นน้ำสงกรานต์ในกรุงเทพฯ ซึ่งน่าจะต่างจากที่ นครพนม ตอนกลับผมได้แวะทานสเต็กด้วยครับ เอาไว้ผมจะมารีวิวสเต็กในครั้งหน้านะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

บุฟเฟ่ต์อาหารเกาหลี กับร้าน OPPAYA


          ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ตามประสาคนที่ไม่ได้ไปไหนอย่างผม บวกกับความโล่งของถนนกรุงเทพฯ ซึ่งจะมีนาน ๆ ครั้ง หรือเฉพาะช่วงเทศกาลที่สำคัญ ทำให้การเดินทางในกรุงเทพฯ ค่อนข้างสะดวกทีเดียว ผมกับน้องชายจึงวางแผนหาของกินกัน ตามประสาคนที่ไม่ได้ไปเที่ยว หรือมีบ้านที่ต่างจังหวัดให้กลับ (ผมเป็นคนกรุงเทพฯ แต่กำเนิด)

          แถวบ้านผมมีร้านบุฟเฟ่ต์อาหารเกาหลีอยู่ร้านหนึ่ง ซึ่งวันนั้นน้องผมก็นึกอยากกินอาหารเกาหลีขึ้นมา จึงได้ชวนผมมากินที่ร้านอาหารแห่งนี้ ซึ่งผมเคยมากินแล้วครั้งหนึ่งตอนที่ร้านเปิดใหม่

          **ร้านนี้มีชื่อว่า OPPAYA ครับ**

          ร้าน OPPAYA หาง่ายครับ อยู่ติดถนนใหญ่ ห่างจาก เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า มาไม่ไกลครับ เลยศาลพระศิวะ มานิดหน่อยครับ ถ้าจะเอาให้แคบอีกนิด ร้าน OPPAYA ก็อยู่ติดกับ The Sense ปิ่นเกล้า ครับ

          ร้านนี้เดิมทีเป็นร้านอาหารพิซซ่าสไตล์อิตาลีครับ ที่หน้าร้านยังมีล่องรอยของเตาอบพิซซ่าอยู่เลยครับ เป็นร้าน 2 ชั้น หน้าร้านจะมีป้ายบอกเมนูอาหาร เอาไว้สำหรับให้ลูกค้าเลือกดู เพื่อตัดสินใจได้ครับ

          ราคาบุฟเฟ่ต์ที่นี่ไม่แพงครับ คนล่ะ 219.- บาท เป็นราคาที่เน็ตแล้วนะครับ ไม่มี Service Chage เพิ่ม แต่ไม่รวมน้ำดื่มนะครับ (แต่ราคาน้ำจะสูงหน่อยครับ น้ำเปล่า ขวดล่ะ 15.-  น้ำอัดลม ขวดล่ะ 20.-)

          พอได้โต๊ะนั่ง พนักงานก็จะถามเราว่า เราจะรับเป็นแบบบุุฟเฟ่ต์ หรือ แบบจานเดียว (A la carte) ซึ่งผมก็เลือกเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ครับ (เมนูอาหารที่พนักงานนำมาให้ก็จะเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ นะครับ ถ้าเป็นแบบจานเดียว ก็จะมีอีกเมนูครับ แต่พอดีผมเลือกเป็นบุฟเฟ่ต์ ก็เลยไม่รู้ว่าแบบจานเดียว เมนูจะเหมือนหรือต่างกันมากน้อยเพียงใดครับ)

          เมนูอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ จะมีรายการให้เลือกไม่ค่อยเยอะมากครับ จะมีประมาณ 18 รายการ ซึ่งเราชอบเมนูไหน ก็บอกพนักงานครับ พนักงานจะเป็นคนจดรายการอาหารที่เราเลือกให้

                                                                             ต๊กบ๊กกี

          ต๊กบ๊กกี เป็นอาหารที่ผมเลือกเป็นจานแรกเลยครับ เพราะยังติดใจกับรสชาติจากครั้งแรกที่มากิน เส้นที่เหนียวนุ่ม กับน้ำซอสที่ค่อนข้างเผ็ดนิด ๆ (ซอส เป็นตามความเห็นผมนะครับ เพราะผมไม่ทานเผ็ด ผมเคยคิดว่ามันเผ็ด ถ้าคนที่ชอบทานเผ็ด อาจจะบอกว่า ไม่เผ็ดก็ได้นะครับ ^^) ต๊กบ๊กกี ของร้าน OPPAYA ค่อนข้างอร่อยนะครับ ค่อนข้างจะลงตัวทีเดียว ผมเคยกิน ต๊กบ๊กกี ของร้าน DOMA จะเป็น     ต๊กบ๊กกี ที่แช่เย็นมาให้ แล้วให้เรามาย่างเอง รสชาติก็จะจืด ๆ เส้นก็จะแข็ง ๆ หน่อยครับ (ร้าน DOMA เป็น บุฟเฟ่ต์แบบปิ้งย่างสไตล์เกาหลีครับ) พอมาเจอของร้านนี้ ผมคิดว่ามันค่อนข้างอร่อยและลงตัวมากกว่าครับ (อาจจะมีของร้านอื่นที่อร่อยเช่นกัน แต่ผมยังไม่เคยไปลองนะครับ)

                                                                          ซุปเกี๊ยวน้ำ

          ซุปเกี๊ยวน้ำ ผมสั่งซุปนี้ไป 2 ที่่ ตามความคิดผมคิดว่าจะมา 2 ถ้วย แต่มาแค่ถ้วยเดียว ผมก็งงครับ คิดว่าพนักงานอาจเขียนผิด แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ สุดท้ายมาถึงบางอ้อครับ ที่สั่ง 2 หมายความว่า 1 คน ต่อ เกี๊ยว 2 ชิ้นครับ เพราะฉนั้น ผมสั่งไป 2 จึงได้เกี๊ยว 4 ชิ้นครับ น้ำซุปจะออกเค็มนิด ๆ และมีใส่ไข่ลงในซุปด้วย แผ่นเกี๊ยวสไตล์เกาหลี จะแผ่นใหญ่กว่าของไทยครับ สีจะออกเขียวนิด ๆ ครับ ดูเผิน ๆ ทีแรก ผมคิดว่า มะละซะอีก 555 ภายในเกี๊ยวก็จะห่อด้วยหมูสับครับ รสชาติอร่อยดีครับ

                                                              ไก่ทอดแบบเผ็ดและหวาน

          ไก่ทอด มีทั้งแบบเผ็ดและแบบหวานครับ ด้านบนจะโรยด้วยงาขาว รสชาติจะกรอบ ๆ หน่อยครับ เมนูนี้ คนหนึ่งจะได้ประมาณ 2 ชิ้นนะครับ รู้นึกว่าจะจำกัดที่คนล่ะ 4 ชิ้นครับต่อการสั่ง 1 ครั้งนะครับ ถ้าชอบก็สามารถสั่งเพิ่มได้อีกครับ

                                                                       ไก่ผัดมันฝรั่ง

          เมนูนี้ผมไม่ทราบว่าเรียกว่าอะไรนะครับ แต่ผมขอตั้งชื่อว่า ไก่ผัดมันฝรั่ง แล้วกันนะครับ แหะ ๆเนื่องจากลืมจดชื่ออาหารมาจริง ๆ ครับ จะเป็นเนื้อไก่หั่นชิ้นเล็ก ๆ ผัดกับมันฝรั่ง หรือ มันเทศ นี่แหละครับ โรยด้วยผักแต่งหน้า เนื้อไก่กับมัน ผัดได้เข้ากันดีครับ แต่ก็แอบเลี่ยน ๆ เช่นกันครับ
                                                         
                                                  ไก่ผัดวุ้นเส้น (ลืมจดชื่อเมนูอีกแล้ว T T)    

          เมนูนี้กระผมก็ลืมจดชื่อเช่นกันครับ แต่เป็นเนื้อไก่ผัดกับวุ้นเส้นครับ มีผักกับงาขาวโรยหน้านิดหน่อย กินจานแรกอร่อยดีครับ รสชาติจะออกเค็มหน่อย ๆ ถูกใจครับ (ผมชอบกินเค็มหน่อย) จึงสั่งมาอีกจานครับ จานที่สองมา รสชาติจืดเลยครับ ทำให้รู้ว่า คนผัดคนล่ะคนกันครับ อิอิ ผมจึงลงความเห็นว่า จานแรกอร่อยกว่า ครับ


                                                                  ไข่ม้วนสไตล์เกาหลี

          ไข่ม้วน ครับ ข้างบนจะราดด้วยซอส รสชาติจะเหมือนออมเร็ตตามโรงแรมครับ ไม่เหมือนไข่ม้วนสไตล์ญี่ปุ่นที่จะออกหวาน ๆ หน่อยครับ

          มีอีกประมาณ 2 เมนู ที่ผมไม่ได้ถ่ายภาพมาด้วยครับ เนื่องจากกำลังอิ่ม จึงนั่งพัก ปล่อยให้น้องชายผมสั่งเอง กินเองครับ สิ่งที่น้องชายผมสั่งจะเป็นเหมือนเส้นมาม่าบ้านเรา อยู่ในน้ำต้มยำ เค้าจะมีชื่อทางเกาหลี แต่ผมไม่ทราบว่าเรียกว่าอะไรนะครับ พอน้องผมสั่งมา ก็อุทานมาคำแรกว่า "นี่มันมาม่าต้มยำบ้านเราดีหว่า" 555 แต่เนื่องจากผมไม่ได้ทานครับ จึงไม่ทราบว่ารสชาติมาม่าต้มยำสไตล์เกาหลี จะเหมือนกับมาม่าต้มยำบ้านเราหรือเปล่า

          อีกเมนู จะเป็นเส้นเหมือนเส้นหมี่เหลืองบ้านเราครับ จะราดด้วยซอสสีดำ ๆ หวาน ๆ ข้น ๆ และมีเนื้อหมูอยู่ด้วย คล้าย ๆ หมูหวานบ้านเราครับ ผมตั้งชื่อภาษาไทยว่า เส้นหมี่หมูหวานครับ ^^ รสชาติก็แปลกดีครับ แต่ยังไม่โดนใจเท่าไหร่ครับ

          สไตล์อาหารของร้าน OPPAYA จะคล้าย ๆ กับว่า เราสั่งกับข้าวมากินครับ เพราะมาแต่ล่ะจาน ปริมาณค่อนข้างพอสมควร ไม่ใช่มาแบบให้เราชิมเล่น ถ้าไปกันน้อย สั่งมา 2-3 ชุด ผมว่าก็อิ่มได้เช่นกันครับ ในรายการอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ก็มีข้าวสวยให้ด้วยนะครับ เป็นข้าวสวยสไตล์เกาหลี แต่ผมไม่ได้สั่งครับ เลยไม่รู้ว่า จะเหมือนข้าวญี่ปุ่นที่เคยกินไหม ถ้าไปกันเยอะ สั่งมาอย่างล่ะจาน ก็พอจะเหมือนชิมได้บ้างครับ ว่าเมนูไหนควรสั่งเพิ่มต่อ

          โดยรวมรสชาติอาหารของร้านก็เหมาะสมกับราคาครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับคนที่เบื่อบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น หรือว่า ชาบู ยังไงก็แนะนำให้ลองไปทานกันดูนะครับ

วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560

อีกครั้ง อีกครั้ง และ อีกครั้ง กับ ชาบู อินดี สาขา ปิ่นเกล้า


          ช่วงสาย ๆ ของวันอาทิตย์วันหนึ่งในเดือน มี.ค. ขณะที่ผมกำลังวางแผนในเรื่องปากท้อง ของผมในวันนี้ (ก็เรื่องการกินนั่นแหละ อิอิ) ทันใดนั้น ไลน์ของผมก็ดังขึ้น ผมได้แต่คิดว่า เพื่อนผมคนไหนกันนะที่ไลน์มาหาผมในช่วงสายของวันหยุดแบบนี้ สักพักผมก็คิดขึ้นได้ว่า เพื่อนผมคนไหนที่ไลน์มาหาผม ผมได้หยิบโทรศัพท์ผมขึ้นมาอ่านไลน์ ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่า คงไม่ใช่เพื่อนผมคนนั้นแน่ ๆ แต่แล้วคำภาวนาของผมก็ไม่สัมฤทธิ์ผล ตัวอักษรในไลน์ที่อยู่เบื้องหน้าของผม มันคือเพื่อนผมคนนั้นจริง ๆ ผมได้รู้ชะตากรรมของผมแล้วว่า ผมจะเจอกับอะไรในตอนเย็นของวันนี้ ข้อความในไลน์ที่เพื่อนผมส่งมานั้น มีใจความว่า

          "เย็นนี้ว่างไหม ไปกินชาบูกัน" (แป่ว!! เขียนซะตื่นเต้นเลย หุหุ)

          ท่านผู้อ่านคงคิดว่า ผมจะกลัวทำไม แค่เพื่อนชวนกินชาบู แต่ท่านผู้อ่านคงไม่ทราบว่า เพื่อนผมคนนี้ แกชอบกินชาบูเป็นชีวิตจิตใจ แล้วแกชวนผมกับน้องชายผมกินชาบูค่อนข้างบ่อย เฉลี่ย เดือนล่ะ 1-3 ครั้ง แล้วกินกันทุกเดือน เพื่อนผมคนนี้ชอบกินอะไรที่มันถูก ๆ และได้เยอะ ๆ เรียกว่า กินมื้อหนึ่งขอให้คุ้มเลย ก็ว่าได้ ซึ่งในสมัยก่อน ผมได้พาเพื่อนผมไปกินสเต็กสามย่าน ผมเห็นว่าดีเลยบอกต่อ แต่ผมไม่คิดว่า มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกินอะไรบ่อย ๆ เพื่อนผมถ้ารู้ว่า ถูก!! เยอะ!! แกก็จะกินแต่แบบนั้นบ่อย ๆ ตอนที่เพื่อนผมแกได้ลองลิ้มรสสเต็กสามย่าน แกติดใจอย่างหนัก ชวนผมไปกินทุกสัปดาห์ จนผมเอียนสเต็กไปสักพักใหญ่ ๆ พอมาคราวนี้สเต็กแกเริ่มเบื่อล่ะ มาติดใจชาบูแทน เพราะฉนั้น ตอนที่ผมได้เห็นไลน์ที่เพื่อนผมชวนกินชาบู ผมก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตอบตกลง และนี่ก็เป็นที่มาของรีวิวนี้ครับ

          ชาบูที่ผมและเพื่อนผมชอบไปกินกัน คือ ชาบูอินดี้ ครับ เนื่องจากว่า ราคาไม่แพงเกินควร และ นั่งได้ไม่จำกัดเวลา ซึ่งข้อหลังเข้าทางเพื่อนผมมากสุด (ถ้าเป็นชาบูแบบจำกัดเวลา แกจะไม่กินครับ เพราะแกบอกว่า เหมือนมีเวลามาคอยจำกัดเรา ทำให้ต้องรีบกิน แทนที่จะนั่งกินกันไปเรื่อย ๆ)

          ชาบูอินดี้ สาขา ปิ่นเกล้า จะอยู่ในปั๊มน้ำมันที่ไม่ใช้แล้ว ปั๊มน้ำมันจะอยู่ตรงข้ามกับ เทสโก้ โลตัส ปิ่นเกล้า ครับ ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่ามันมี ชาบู อยู่ในปั๊มน้ำมันด้วย ซึ่งถ้าไม่ใช่คนในท้องที่ ก็จะไม่รู้ครับ ผมมารู้ก็ตอนช่วงเทศกาลกินเจ เนื่องจากว่า ข้างร้าน ชาบูอินดี้ จะมีร้านอาหารเจอยู่ ผมจึงได้รู้จักกับ ชาบูอินดี้ สาขา ปิ่นเกล้า ครับ (ผมไม่มั่นใจว่า เรียกว่า สาขาปิ่นเกล้ารึเปล่านะครับ ผมเรียกตามย่านที่ร้านเปิด ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยครับ)

          จริง ๆ ที่ สาขาปิ่นเกล้า ผมเคยมาทานแล้วหลายครั้ง (นับจากนี้ต่อไป คงจะทุกเดือน 555) เวลาเปิด - ปิด ของสาขานี้ จะเปิดตั้งแต่ 16.00 น. เป็นต้นไป ส่วนเวลาปิด ผมไม่มั่นใจว่า 4 ทุ่ม หรือ 5 ทุ่ม

          ชาบู อินดี้ ที่ปิ่นเกล้า จะมีอยู่ 2 โซนด้วยกัน คือ โซนพัดลม กับ โซนแอร์ ซึ่งลูกค้าส่วนมากก็จะเลือกนั่งโซนแอร์มากกว่า ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น อิอิ นอกจากโซนแอร์เต็ม ลูกค้าก็จะนั่งในส่วนของโซนพัดลม แต่ก็มีกลุ่มลูกค้าบางท่าน ที่อาจจะไม่ชอบนั่งในโซนแอร์ อาจจะด้วยบรรยากาศที่ถ่ายเทไม่ค่อยสะดวกเหมือนกับโซนพัดลม (ซึ่งเวลาผมไปกินสเต็กสามย่าน ผมก็ไม่เลือกนั่งในห้องแอร์ เช่นกัน เพราะลูกค้าบางท่านสั่ง มิคกิวกะทะร้อนมา ควันจะโขมงมาก และถ้านั่งในห้องแอร์ อากาศก็จะไม่ค่อยถ่ายเถควันที่โขมงมาจากกะทะร้อน)

          พนักงานของที่ชาบู อินดี้ สาขา ปิ่นเกล้า ค่อนข้างบริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึงครับ อย่างที่ผมไปมาล่าสุด มีลูกค้า 6 ท่าน นั่งอยู่ในโซนร้อน แต่พนักงานก็ไม่ปล่อยให้ลูกค้าร้อน นำเอาพัดลม 2 ตัว มาจ่อให้กับลูกค้า เพราะกลัวลูกค้าร้อน ซึ่งผมเห็นแล้วก็ชื่นชมพนักงานของที่นี่อยู่ในใจครับ กับการดูแล เอาใจใส่ต่อลูกค้า

          น้ำซุปของสาขา ปิ่นเกล้า แรกเริ่มเดิมที จะมีแต่น้ำใส แต่ปัจจุบันมีน้ำข้น มาให้เป็นอีก 1 ตัวเลือก สำหรับคนที่อยากลองของใหม่ แต่ผมยังไม่เคยลองน้ำข้นครับ เลยไม่สามารถบอกได้ว่า ดีหรือไม่ดี เพียงใด


                                              ซุปน้ำในของทางร้าน กำลังร้อนได้ที่เลยครับ

                                                 มากันครบเลยครับทั้งผัก ไข่ และเนื้อสัตว์

          น้ำดื่มที่นี่่ ก็จะมีทั้งน้ำเปล่า และ น้ำรีฟีล ถ้าเป็นน้ำเปล่าก็จะไม่ได้เป็นแบบฟรีนะครับ จะมีการคิดราคาตามขวดที่เราได้เปิดใช้ น้ำรีฟีล แรกเริ่ม มีแต่น้ำชามะนาว แต่ปัจจุบันได้มีการเพิ่มน้ำ Pepsi เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของน้ำรีฟีลด้วยครับ

          น้ำ Pepsi จะไม่ค่อยซ่าสักเท่าไหร่นะครับ ส่วนน้ำชามะนาว หวานหน่อยครับ แต่ก็อร่อยดีครับ

                                                               
                                                                น้ำจิ้มสุกี้ที่ผมชอบครับ

          น้ำจิ้มของที่นี่่ จะมีแบบซีฟู้ดส์ กับ แบบสุกี้ ผมชอบแบบสุกี้ครับ ผมว่ามันอร่อยดี ส่วนซีฟู้ดส์ ผมไม่เคยลองนะครับ เพราะผมเป็นคนไม่ทานเผ็ดครับ น้ำจิ้มซีฟู้ดส์ผมเลยไม่ได้ลองครับ

                                                                หมึกสดรอลงหม้อครับ

          ในส่วนของรายการอาหาร สาขา ปิ่นเกล้า ผมคิดว่าค่อนข้างน้อยครับ ถ้าเทียบกับ สาขา มหาชัย ที่ผมเคยไปทานมา ของหวานของทางร้าน ก็คือ ไอติม ครับ ถ้าเป็นสาขา ปิ่นเกล้า ไอติม จะมีบริการที่โซนพัดลม ครับ เราต้องบริการตัวเองนะครับ แต่ทางสาขา มหาชัย ถ้าเราต้องการไอติม เราสามารถที่สั่งกับพนักงานได้เลยครับ เค้าจะตักมาให้เรา เราเพียงแค่ระบุรสชาติที่ทางร้านมีว่าต้องการรสชาติไหน กี่ลูก สักพักพนักงานก็จะจัดมาให้ครับ

          ทางด้านการบริการของพนักงาน สาขา ปิ่นเกล้า และสาขา มหาชัย ค่อนข้างที่จะบริการได้ทั่วถึงครับ ทางปิ่นเกล้าร้านจะเล็กกว่าของทางมหาชัยครับ พนักงานทั้ง 2 สาขา ที่ผมเคยไปมา จะสอดส่องดูแลให้ตลอดครับ น้ำรีฟีลแทบไม่เคยขาดเลยครับ เห็นว่าจะหมดปุ๊บ พนักงานจะรีบเติมให้ทันทีครับ แทบไม่ต้องร้องขอเลย จะมีก็แต่น้ำจิ้มที่จะหมดต้องร้องขอครับ เพราะว่าพนักงานอาจจะไม่ได้สังเกตุครับ อันนี้สำหรับผมแล้ว ไม่ว่ากันครับ

          โดยรวมแล้ว ชาบู อินดี้ เป็นชาบูที่ผมชื่นชอบที่สุดแล้วครับ ณ ตอนนี้ ด้วยราคาที่ไม่แพงเกินไป กับภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ (ราคาชาบูอินดี้ 249 บาท น้ำรีฟีล 35 รวมแล้ว 284 บาท นี่เป็นราคาที่เน็ตแล้วนะครับ ไม่มีบวกVat หรือ Service Charge เพิ่ม แถมไม่จำกัดเวลาอีก ผมว่าราคานี้ก็โอเคแล้วครับ) ผมได้สอบถามทางพนักงานว่า จะมีระบบ Member Card ไหม ไหน ๆ ผมก็มาทุกเดือน ผมก็สมัครซ่ะเลย อิอิ พนักงานตอบว่า กำลังดำเนินการจัดทำระบบ Member Card อยู่ ซึ่งถ้ามี ผมคิดว่า เพื่อนผมคงชวนผมไปบ่อยกว่าเดิมแน่นอนครับ












วันอังคารที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2560

ไปไหว้เชงเม้งครั้งแรกในรอบ 10 ปี

          เข้าสู่เดือนมีนาคมของทุกปี ทางบ้านผมจะยึดถือเอาเดือนมีนาคม เป็นเดือนที่จะไปไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งในปีนี้ทางบ้านผมได้ไปไหว้เร็วกว่าทุกปี คือ ต้นเดือนมีนาคม ก็นัดกับญาติ ๆ ผู้ใหญ่ไปไหว้เลย ทุกปีจะไหว้ประมาณกลางเดือน มีนาคม หรือไม่ก็ปลายเดือน มีนาคม นู้นเลย

          ปีนี้ผมได้ไปไหว้เชงเม้งเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี เนื่องจากญาติ ๆ ผม เค้าไม่ได้แวะมารับคนที่บ้านผม เหมือนเช่นในสมัยก่อน ปัจจุบันต่างคนต่างไป และไปนัดเจอกันที่สุสานเลย ที่บ้านผมในตอนแรกก็ขับรถที่บ้านไปกัน (ผมไม่ได้ไปด้วย เพราะคนนั่งเต็มล่ะ) แต่ 2-3 ปี มานี่ รถที่บ้านผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ขับไปไม่เท่าไหร่ ขับกลับมาเสร็จ ส่งอู่ทันที ฮือ ๆ บวกกับญาติผมผู้เป็นคนขับมีอายุที่มากขึ้น สายตาฝ้าฟาง เป็นอุปสรรคในการขับรถ ทางบ้านผมจึงลงความเห็นว่า การจ้างรถตู้ไปน่าจะดีกว่า

          ปีนี้พิเศษตรงที่่ อาอี้ผมบอกว่า ไหน ๆ ก็จ้างรถตู้ไปล่ะ ไหว้เสร็จเวลาเหลือเยอะ แวะเที่ยวกันสักหน่อยดีกว่า ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะว่าไหน ๆ เราก็จ้างเหมารถตู้ทั้งวันแล้วนิ ซึ่งผมก็รับอาสาหาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ ๆ ให้ เพราะไม่ได้ไปค้างคืน เที่ยวเสร็จก็กลับบ้าน เรื่องรถตูู้พ่อผมเป็นธุระให้ เนื่องจากว่า คนแถวบ้านพ่อผม แกเป็นคนขับรถตู้ และพ่อผมก็เคยใช้บริการอยู่ครั้งหนึ่ง แกจึงมาชวนพ่อผมอยู่บ่อย ๆ แต่พ่อผมก็ไม่ได้ไปเที่ยวไหน จึงปฏิเสธแกไป พอครั้งนี้มีโอกาส จึงใช้บริการแก (พ่อผมอยู่แถวพระราม 2 ส่วนตัวผมอยู่ปิ่นเกล้า พ่อแม่ผม ไม่ได้หย่ากัน หรือเลิกกันนะครับ เนื่องจากตัวผมคิดว่าการอยู่ปิ่นเกล้าจะสะดวกต่อการไปไหนมาไหนมากกว่าพระราม 2 ผมจึงมาอยู่ที่ปิ่นเกล้า แม่ผมก็เป็นห่วงลูก ๆ จึงตามมาอยู่ปิ่นเกล้าด้วย ส่วนพ่อผมก็อยู่พระราม 2 ต่อไป)

          อาอี้ผมอยากไปเที่ยวนครนายก ซึ่งผมก็ได้ Search ใน อากู๋ ก็เห็นว่ามีทางที่จะสามารถไปได้จากสระบุรี ไปถึง นครนายก แค่ 60 กิโล (ผมลืมบอกไป สุสานของบรรพบุรุษผม อยู่ที่่ สระบุรี) ซึ่งที่ นครนายก ผมก็เคยไปมาแล้ว สถานที่เที่ยวก็อยู่ใกล้ ๆ กัน ผมว่าถ้าไป นครนายก ก็สะดวกดี จะได้พาเที่ยวได้ถูก ขากลับจากนครนายกมาถึงกรุงเทพ ก็ไม่ไกล น่าจะพอดีกับเวลาที่ได้จัดเตรียมไว้

          และแล้ววันที่จะไปไหว้เชงเม้งก็มาถึง ทางบ้านผมก็ได้ตื่นกันแต่เช้า อาบน้ำ แต่งตัวรอ เพราะพ่อผมบอกว่า รถน่าจะมาถึงบ้านผมที่ปิ่นเกล้า ประมาณ 7 โมงเช้า บ้านผมตอนเช้า อาบน้ำ แต่งตัวกัน ด้วยความฉุกละหุก ยังไม่ถึง 7 โมงเช้า ก็ได้ลงมารอกันที่ข้างล่างอย่างพร้อมเพรียงกัน 7 โมง 15 ก็แล้ว 7 โมงครึ่ง ก็ได้ ยังไม่มีวี่แววว่ารถตู้ที่พ่อผมนั่งจะมาถึง ผมก็ได้โทรสอบถามไปยังพ่อผมว่า จะถึงแล้วหรือยัง พ่อผมบอกว่า ใกล้ล่ะอีกนิดเดียว สรุปกว่ารถตู้จะมาถึงบ้านผมก็ประมาณ 8 โมงเช้าพอดี เวลาเลยไป 1 ชั่วโมง T T

          หลังจากได้ขึ้นรถตู้แล้ว ก็ได้สอบถามกันว่า ทำไมมาสายจัง ซึ่งพ่อผมก็บอกว่า คนขับหลงทาง เนื่องจากแกไม่ชินทาง ผมเห็นว่าไม่แปลก การที่คนอยู่รอบนอกจะเข้ามาในเมือง หลงทางบ้างก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งผมเคยจ้างรถตู้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ คนขับบ้านอยู่แถวสวนหลวง ร๊.9 ขับมาปิ่นเกล้า แกก็หลงทางเช่นกัน เพราะแกบอกว่า ไม่ชินเส้นทางในเมืองสักเท่าไหร่

          ผมเห็นว่าเวลาเลยมาตั้ง 1 ชั่วโมง ขาไปผมเลยแนะนำให้คนขับ ๆ ขึ้นทางด่วน ศรีรัช เพื่อจะไปลงที่่ จตุจักร และออกไปทางดอนเมือง จะประหยัดเวลาได้มากกว่า ลุงคนขับบอกว่า ได้ แต่แกขับไปทางด่วนศรีรัชไม่ถูก ผมเลยบอกทางแก

          ผมได้แจ้งลุงคนขับรถตอนอยู่บนทางด่วนศรีรัชแล้วว่า หลังจากลงจากทางด่วน ผมก็ไม่คุ้นชินเส้นทางล่ะ หลังจากลงจากทางด่วน เข้าสู่สวนจตุจักร ลุงแกก็ถามทางผมบ่อย ๆ ซึ่งผมก็ไม่มั่นใจ แต่ก็ช่วยแกดู จนแกขับวนอยู่แถวสวนจตุจักรอยู่ 15 นาที จนผมเริ่มเอะใจ จึงได้สอบถามลุงคนขับว่า ก่อนที่ลุงจะมาขับรถตู้ (เป็นรถตู้รับส่งนักเรียน) แกเคยทำอาชีพอะไรมาก่อน ลุงแกบอกว่า แกเคยมีอาชีพขับรถเมล์สาย 37 มาก่อน ขับอยู่ร่วม 30 ปี หลังเกษียณจึงมาทำอาชีพขับรถรับส่งเด็กนักเรียน และแกก็ขับเฉพาะหมู่บ้านกับโรงเรียนเท่านั้น ไม่ได้ขับไปที่อื่นเลย ผมจึงถึงบางอ้อ ทันที

          หลังจากหลุดออกจากจตุจักรได้ คราวนี้ลุงคนขับแกบอกว่ารู้ทางล่ะว่าจะไป สระบุรี ยังไง ผมนี่น้ำตาแทบไหล 555 ขับมาจนถึงสระบุรี ผมได้แวะที่ปั๊มน้ำมันที่ห่างจากทางเข้าสุสานไม่ไกลเท่าไหร่ ที่นี่ผมได้แวะทานข้าวเช้ากัน



          คณะผมไปถึงที่สุสาน เวลาก็ล่วงไป 11 โมงล่ะ ซึ่งคณะผมไปถึงสุสานช้ากว่าญาติ ๆ ผู้ใหญ่ ท่านอื่น ๆ ช่วง 11 โมง อากาศกำลังเริ่มร้อนได้ที่ การไปไหว้เชงเม้งก่อนคนอื่นก็ดีเหมือนกัน เพราะว่า ช่วงที่ผมไปแทบไม่มีคนมาไหว้เลย มีเต็มที่ก็ไม่เกิน 10 สุสาน รถก็ไม่ติด เดินทางเข้า ออก ค่อนข้างสบาย ผมจำได้ว่า สมัย 10 ปีก่อนที่ผมเคยไป มีปีหนึ่งผมไปช่วงปลายเดือน มีนาคม คนค่อนข้างเยอะ รถทางเข้า ออก ก็ค่อนข้างติด เปรียบเทียบกันแล้วไปชอบแบบคนน้อย ๆ มากกว่า
                                                           ภาพบรรยากาศภายในสุสาน

                                                   ยังไม่มีคนมาไหว้เลย ดีจัง

          ผมใช้เวลาในการไหว้ 2 ที่่ ในสุสานแห่งนี้ (สุสานของ อาม่า อากง กับ สุสานของ อากู๋ อากิม ผม อยู่ที่เดียวกัน) ประมาณ 1.30 ชั่วโมง ผมออกจากสุสานประมาณ เที่ยงครึ่ง เป้าหมายต่อไป ตามกำหนดของผมคือ นครนายก ผมได้ทำการสอบถามกับลุงคนขับรถว่าจะไป นครนายก ลุงคนขับบอกว่า นครนายก อยู่ไกล ให้เที่ยวแถวสระบุรีจะดีกว่า ลุงคนขับแนะนำว่า ถ้าจะไปเที่ยวเขื่อนที่นครนายก (เขื่อนขุนด่านปราการชล) ให้เที่ยวที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ดีกว่า อยู่ใกล้ ๆ ด้วย เลยตัวเมืองสระบุรีไปไม่ไกล แกเคยมา ซึ่งผมก็เห็นว่า ลุงคนขับ เคยมา ก็โอเค แกน่าจะชำนาญกว่าผม เพราะผมก็ยังไม่เคยมา จึงตกลงไปเที่ยวกันที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

          ผมนั่งรถตู้เลยตัวเมืองสระบุรีมาได้หน่อย ลุงคนขับบอกว่า มันน่าจะอยู่แถวนี้นีน่า ผมจำได้ลาง ๆ ว่า เคยอ่านในหนังสือ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อยู่ใน จ.ลพบุรี ทำไมลุงแกถึงบอกว่า อยู่แถวตัวเมืองสระบุรี ผมได้ถามแกว่า ลุงเคยมานานแล้วหรือยัง ลุงแกตอบกลับมาว่า เคยมาเมื่อ 10 กว่าปีก่อน อืม...... 10 กว่าปีก่อน ผมได้แต่ทวนในใจ

          กว่าจะมาถึงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ก็ปาเข้าไปบ่าย 2 โมงเศษ การมาก็ไม่ยากครับ ผมเปิด Google Map มาตลอดทาง บรรยากาศช่วงต้นเดือน มีนาคม ถึงแม้จะยังไม่ร้อนมากมายเหมือนเดือน เมษายน แต่ผมก็คิดว่า มันโคตะระร้อนเลย ร้อนซะผมจะละลาย Plan ที่วางไว้ว่า มาถึงเขื่อนจะพาที่บ้านนั่งรถรางเที่ยวรอบเขื่อนซะหน่อย กลับกลายเป็นโปรแกรมหายไปกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว 555 

                         

                 ด้วยอากาศที่ค่อนข้างร้อน ทางบ้านผมจึงแวะเที่ยวสักพัก ก็อยากกลับบ้านกันล่ะ สรุป นั่งรถมาตั้งนาน มาถึงแค่ครึ่งชั่วโมง ก็กลับล่ะ ขากลับจาก ลพบุรี มาถึง แถบชานเมือง ลุงคนขับ ไม่มีปัญหาครับ แต่มามีปัญหาตอนที่เข้าเมือง ขากลับคณะผมก็ยังไปหลงทางกันบนทางด่วน สืบเนื่องจากว่า ผมต้องการให้ลุงคนขับ กลับทางเดิม คือ ทางด่วนศรีรัช แต่ลุงแกไม่ชำนาญ กลัวจะหลงแบบขามาอีก ลุงแกเลยบอกว่า เดี๋ยวไปขึ้นทางด่วนตรงดินแดง และหาทางย้อนมาตรงทางด่วนศรีรัช ทางด่วนมันน่าจะเชื่อมกัน ผมก็ตกลงตามที่แกบอก ผลสรุปคือ ทางด่วนไม่ได้เชื่อมกัน ต้องลงแถวจตุจักรก่อน ค่อยต่อขึ้นทางด่วนศรีรัช ซึ่งผมก็ไม่ได้ลงที่ จตุจักร กัน ขับตามทางกันไป กว่าจะหาทางกลับบ้านกันได้ ก็เหนื่อยกันน่าดู โดยรวมทริปนี้ก็สนุกดีครับ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีครับ